หน้าร้อนปีนี้ เมษายน 2560 เป็นปีที่ผมได้มาเที่ยวต่างประเทศอีกครั้ง ปีนี้มาที่สิงคโปร์ครับ เป็นทริปที่จัดเองเป็นครั้งแรก มาเอง แก้ปัญหาเอง ลุยเองกับภรรยา สองคน จะเรียกว่า ฮันนี่มูนก็คงจะไม่ผิด เพราะเกือบทุกทริปที่ไปมา เราไม่ได้ไปเองสองคนเลย ส่วนใหญ่จะมีคนพาไป มีไกด์นำ มีคณะ มีเพื่อนๆ พาเที่ยว แต่ครั้งนี้ออกจะเป็นการมากันแค่ 2 คน ตั้งแต่การจองตั๋ว การจองที่พักจาก airbnb ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างมากับการออกนอกประเทศแบบนี้

เราสองคนเป็นคนที่อยากเรียนรู้การใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้นจุดประสงค์หนึ่งคือ อยากมาฝึกภาษาอังกฤษ กันครับ ถ้าจะไปยุโรป ก็คงจะแพงมากๆ เพราะตํ๋วเครื่องบินก็คงจะหมดไปหลายหมื่น เราจึงเลือกมาใกล้ๆ ก่อนดีกว่า เลือกที่สิงคโปร์เพราะอย่างน้อย ภาษาอังกฤษในเมืองนี้ก็คงจะมีการใช้เยอะอยู่

การมาครั้งนี้ ไม่ใช่เราไม่วางแผนนะ อันที่จริง นอกจากการอยากมาฝึกภาษาอังกฤษ แต่ลึกๆ แล้วเราก็อยากประหยัดด้วย เราจึงวางแผนกันแต่เนิ่นๆ เลย เรื่องการจองตั๊วเครื่องบิน การเช่าที่พัก การวางแผนเดินทาง โดยภรรยาของผม ซื้อหนังสือไกด์บุ๊กเที่ยวสิงคโปร์มาอ่านก่อน จากนั้นเป็นช่วงที่ผมศึกษาเรื่อง Airbnb อยู่พอดี ผมก็เลยจองที่พักผ่าน Airbnb ซะเลย ขอบอกก่อนว่าการจอง Airbnb ของผมเป็นการจองครั้งที่สอง จากครั้งแรกจองในประเทศดูก่อน และครั้งนี้จองนอกประเทศ ความแตกต่างมันมีอยู่เยอะ โดยเฉพาะการเดินทางเพื่อมาพัก อันนี้ต้องยอมรับว่าเขาทำดีมากๆ เขียนเป็นรายเอียดให้เราดีมาก ให้เราทำตามคำแนะนำ เช่น การเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้า บอกว่าต้องออกรูไหน เข้ารูไหน ขึ้นลิฟท์อะไร เดินไปต้องเจอ 7-11 เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ผ่านจุดสำคัญๆ อะไรบอกหมด เรามาเหมือนแกะรอยอะไรซักอย่าง มันสนุกตรงที่เราแกะผิดๆ ถูกๆ นี่แหละ บางครั้งเราก็ยกกระเป๋าขึ้นไปผิดชั้นก็มี เพราะอ่านไม่ดี ภาษาอังกฤษไม่แข็งก็อย่างนี้แหละ แต่อยากบอกว่าสนุกมากๆ นะ การได้มาผจญภัยแบบนี้ รู้สึกชอบกว่ามาเป็นคณะทัวร์เยอะเลย

เราจ่ายค่าเครื่อง air asia ประมาณ ุ6000 กว่าบาท อันนี้ไป-กลับ 2 คน นะ ถือว่าถูกมากๆ กับค่าที่พักอีกคืนละประมาณ 1800 บาท มา 6 คืน จากนั้นก็แลกเงินดอลล่าร์สิงคโปร์เข้ามาอีกประมาณ 1.5 หมื่นบาท คิดเป็นเงินสิงคโปร์ได้ประมาณ 600 ดอลล่าร์ คิดง่ายๆ แบบว่า 1 ดอลล่าร์ ของเขา เท่ากับ 25 บาทบ้านเรา เวลาซื้อของเขา 4$ ก็เป็น บ้านเรา 100 บาทนั่นเอง เวลาซื้อน้ำ 1 ขวด ราคา 2$ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ 50 บาท อะไรนะ น้ำขวดละ 50 บาท โอ้แม่เจ้า!!! อะไรช่างแพงจังเลย

วันที่ 20 เมษายน เราวางแผนมาที่กรุงเทพฯ ก่อน ภรรยาของผมจองที่พักผ่านเว็บ agoda ได้ hostel ห้องหนึ่งมา เพิ่งเปิดใหม่ได้ 1 สัปดาห์ หรูหรามาก กุญแจเป็นระบบกดรหัสผ่าน หรือเอาพวกกุญแจทาบเอา ห้องก็ใหม่ มีอาหารเช้า มีที่อ่านหนังสือ ห้องนั่งเล่นรวม โอ้ถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ ชื่อของ hostel นี้คือ ORA อยู่แถว BTS สะพานควาย

แบ็กแพคสิงคโปร์
แฟงนั่งพักห้องนั่งเล่น ORA ย่านสะพานควาย Hostel ที่เราไปพักก่อนเดินทางไปสิงคโปร์

วันนี้ก็ได้เรื่องตั้งแต่เมืองไทยเลย หลังจากขึ้นเครื่องที่ขอนแก่น ภรรยาเปิดดูหนังสือเดินทาง พบว่าของผมมันหมดอายุพอดี เอ้าตายละ ฉิบหายเลย จะได้ไปไหมเนี่ย หลังจากเดินทางมาถึงดอนเมือง เรารีบไปกงสุล ที่หลักสี่ เพื่อทำ passport ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะทันไหม เพราะปกติต้องรอเอา เป็นสัปดาห์เลย ปรากฏว่าโชคดี เขามีบริการทำแบบด่วน แต่ต้องเสียเงินเพิ่ม อันนี้เพิ่งรู้ข้อมูล ปกติ 1000 บาท แต่อันนี้ทำแล้วรอรับภายในวันเดียวเลย คือ 3000 บาท เท่ากับว่าผมเสียเงินเพิ่มไปอีก 2000 เพื่อทำ passport ใหม่ครับพี่น้อง เสียดายเงินอยู่ แต่ก็นะ มาถึงขนาดนี้แล้วเอาไงเอากันว่ะ ยอมเสีย ตอนเย็นเราไปกินอาหารคลีนแถว ๆ BTS สะพานควาย อร่อยนะ เขาทำได้อร่อยมากแหละ ต้มยำปลากะพง และกระเพราใส้อั่ว อันนี้เพิ่งเคยกินเหมือนกัน อร่อยมาก

ต้มยำปลากะพงน้ำลึก แถวย่าน สะพานควาย

วันรุ่งขึ้นรีบเก็บกระเป๋าออกเดินทางตอนเช้าเพื่อไปสนามบินดอนเมือง ออก 4 โมงเช้า โดยรถประจำทาง อันนี้สุดๆ เลย อารมณ์แบบว่าผจญภัยสุดๆ คือการถือกระเป๋าลากคนละใบกันภรรยา ขึ้นรถประจำทาง เสียค่ารถ 6.5 บาท เพื่อไปสนามบิน 555+ สนุกนะ ถ้าตอนเช้าๆ มันจะไม่ค่อยร้อนเท่าไรนัก มีโอกาสก็ขึ้นลองดู

แฟงบนรถเมล์ สาย 29 มุ่งสู่ดอนเมืองช่วงเช้า อากาศดีมาก

เราลากกระเป๋าขึ้นสะพานลอย เพื่อข้ามฟาก อันนี้ก็ดูลำบากหน่อยแต่ก็สนุกดีเหมือนกันนะ

ไปถึงสนามบินขาออกนอกประเทศ อันนี้แหละกังวลใจว่าเราจะไปไหนต่อ เราเลือกที่จะไม่โหลดกระเป๋า เพราะเอาเสื้อผ้ามาน้อยๆ กระเป๋าลากคนละ 1 ใบ พอไหวถือขึ้นเครื่อง แต่เรื่องน้ำหนักน่าจะเกิน 7 โลนะ แต่เขาก็ไม่ได้ชั่งแต่ประการใด สำหรับ air asia นะ แต่สายอื่นไม่รู้ ดี๊ดี

การอ่านป้ายบอกทางต่างๆ ก็ช่วยได้ แต่การถามคนจะช่วยได้เยอะกว่า แต่บางทีถามคน คนก็บอกผิดนะ อันนี้ก็สนุกดี ตอนผ่าน ตม. ขาออกไปแล้ว เราก็หิว ก็เลยไปกินข้าวเที่ยวกันในสนามบิน ร้าน Fuji อ่ะ ปกติไม่เคยกินนะ แต่ครั้งนี้ หิวมาก และเปรียบเที่ยบราคาทั้งหมดแล้ว ที่นี่น่าจะถูกที่สุด ซัดไป 494 บาท กินกัน 2 คนเกลี้ยงจานเลย

กับข้าวที่ Fuji สนามบินดอนเมือง เปรียบเทียบแล้วถูกที่สุด

เมื่อเดินทางมาถึงสนามบิน คนเยอะมาก และที่สำคัญสนามบินมันใหญ่มากนะสิ Terminal 1-2-3 โดยเรามาถึง Terminal 1 จะไปต่อรถไฟฟ้า MRT ต้องขึ้นรถไฟฟ้าเล็กๆ ชื่อว่า sky train ของสนามบินก่อนเพื่อไปยัง Terminal 3 แล้วค่อยต่อ MRT ประสบการณ์ครั้งแรกกับการซื้อตั๋วโดยสารรถไฟ้ฟ้าก็สนุกอีกแบบนะ มันได้เรียนรู้โดยการหัดสัังเกตคนอื่น และทำตาม ทั้งๆที่เคยทำแล้วที่กรุงเทพ แต่มันก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ที่นี่จะได้บัตรแบบกระดาษมา เราก็ดูว่าจะไปสถานีไหน ก็กดเอา

เราต้องเรียนรู้จากคำแนะนำของเจ้าของที่พักว่าจะให้ไปลงที่ไหน ขึ้นอะไร ต่อสายไหน อันนี้เราต้องทำเองหมด เพราะฉะนั้นอันนี้แหละที่มันสนุกมาก เพราะถ้าไปกับทัวร์เราแค่เดินตามเขาไปต้อยๆ ขึ้นตามเขา ก็เสร็จ แต่ถ้าเรามาเอง เราต้องแก้ปัญหาเองทุกอย่าง อย่างครั้งนี้ ผมดันทำบัตรหายตอนขาออก ต้องเดินวนไปถามเจ้าหน้าที่ แล้วเขาก็บอกว่าให้ลงไป อีกชั้น เดินตรงไป แล้วขึ้นไปอีกชั้นจะเจอ passenger service แล้วให้ขอความช่วยเหลือจากเขา เราก็ได้ทำตามได้ฝึกภาษาด้วย สนุกดี แปลผิดๆ ถูกๆ ไป

ตอนผ่าน ตม. ขาเข้าเมือง ผมก็โดนไปอีก 1 ดอก เพราะเจ้าหน้าที่พูดเร็วมาก ผมเห็นคนอื่น ยื่น passport แล้วก็ยกนิ้วสองนิ้วแตะ แล้วก็ผ่านออกไปด้วยดี พอถึงคราผม ถามคำถามอะไรก็ไม่รู้ จนผมได้ยินว่า six แปลว่า 6 ก็เลยนึกได้ว่าผมมา 6 วัน แล้วเขาก็ถามอีกด้วยประโยครัวๆ ผมก็ได้ยินคำว่า ticket ผมก็เลยยกตั๋วเครื่องบินมาให้ดู เขาบอกว่า No! พร้อมประโยคอะไรก็ไม่รู้แบบรัวๆ แต่ผมเดาว่า เขาคงอยากดูตั๋วขาออกนอกประเทศ เพราะผมให้ดูแต่ขาเข้า ผมเลยบอกว่า book online เขาก็อยากดูในโทรศัพท์อีก ผมก็เลยบอกว่า my wife book online เขาจึงยอมประทับตรา เกือบไม่รอดออกมา ภรรยาผมไม่โดนนะ แค่แสดง passport แล้วนิ้วแตะ ก็ผ่าน 555+ สำหรับผมมีอะไรต้องให้ลุ้นตลอดเวลาเลย กับทักษะการฟังนี่ผมอ่อนจริงครับ ยอมรับเลยว่าฟังไม่รู้เรื่อง ต้องฟังหลายๆที และจับได้เฉพาะศัพท์บางคำ แล้วเดาความหมาย ถ้ามีภาษามือมานี่เดาง่ายเลยครับ 555+

ผมก่อนตรวจที่ ตม. ของสิงคโปร์ ด่านเข้มมาก

การมาที่พักก็เป็นอีกเรื่องที่สนุกมากครับ หลังจากนั่งรถไฟฟ้า MRT แล้ว ลืมบัตรออกเลยต้องเสียเพิ่มอีก 2$ ก็ออกมาได้ หาทางออกมาได้แล้วก็ไปตามคำแนะนำของเจ้าของที่พัก ต้องออกทางออก C ขึ้นลิฟท์มาออกสู่ชั้นบนดิน แล้วเดินไปที่ 7-11 เดินผ่าน 7-11 แล้วจะเห็นตึกเขียว เหลือง อยู่ซ้ายมือ จากนั้นเดิินตรงไป เลี้ยวซ้าย แล้วเดินทะลุร้านขายอาหารเล็กๆ ผ่าน Mc Donald จะเห็นป้ายร้าน Friendship court เข้าประตูไปในร้าน จะเห็นที่จุดแลกเงิน Money Change เดินทะลุไปจะเห็นลิฟท์เพื่อขึ้นตึก ไปที่ชั้น 25 ที่ตึกนี้ลิฟท์จะจอดทุกๆ 5 ชั้นครับ ออกจากลิฟท์เลี้ยวซ้าย จากนั้นเดินผ่านบันไดไปอีก 2 บันได เรียกว่า staircase ขึ้นบันไดที่ 3 ไปอีกชั้นหนึ่ง จะเห็นป้ายบอกชื่อห้อง #26-933 เป็นประตูสีขาว และมีตู้เซฟ อยู่ให้เปิดตู้ save เพื่อเอากุญแจ ด้วย password 81891 อันนี้แหละครับที่มันสุดยอดเลย คือแบบว่าเราไปแบบไม่เจอเจ้าของห้อง แต่ไปตามคำแนะนำจนเจอ และเปิดเอากุญแจในตู้เซฟได้ จากนั้นเมืื่อเปิดประตูเข้าไป ข้างในจะมีห้องเล็กๆ อีก 7 ห้องที่ใช้ทรัพยากร ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น และห้องครัวครับ 5555 อารมณ์แบบว่า นี่ห้องมันเล็กมากนะ คนก็อยู่กันแบบอัดๆ อยู่ได้ไงว่ะ ประมาณนี้

 

แฟงกำลังศึกษาวิธีเปิดตู้เซฟเพื่อเอากุญแจห้อง Check in by Ourself
ถึงแล้ว กว่าจะมาถึงเอาซะเหนื่อยเลย

เมื่อเข้าพักแล้ว เราก็ชักเริ่มหิวแล้วสิ ไปหาอะไรกินกัน ข้างล่างของ China Town มีอะไรให้เลือกกินเยอะมากที่เราไม่เคยกินเลย อันแรกคือผมลองซื้อหมั่นโถ บ้านเราเรียกซาลาเปานั่นแหละครับ มีใส้ 2$ ถ้าไม่มีใส้ก็ 1$ ก็เลยเอา 1$ ลูกใหญ่มาก มีแป้งอย่างเดียว รสชาดคล้ายซาลาเปาบ้านเราครับ แต่จืดกว่า

จากนั้นก็เห็นคนกินคล้ายก๋วยเตี๋ยวแต่ตักเลือกวัตถุดิบใส่ในชาม แล้วเอาไปต้มให้ ผมกับภรรยาเลือกกินสิ่งนี้ ตักๆ ใส่ชาม แล้วให้เขาไปชั่ง เขาบอกราคา 9.5$ ค่อนข้างเงิบไปนิดหนึ่ง ก๋วยเตี๋ยวชามละ 250บาท อะไรงี้ ไง เขาถามเป็นภาษาอังกฤษอะไรก็ไม่รู้ รู้คำเดียวคือ spicy ก็เลยคิดว่าเขาคงถามว่า เอาเผ็ดไหม ผมเลยตอบว่า NO ก็ได้ไม่เผ็ดจริงๆ 555+ เห็นคนข้างๆ กินอยู่มีสีแดงมากเลย คงจะเผ็ดมาก แต่ชามของเราสองคนเป็นสีไม่ค่อยแดงเท่าไร และไม่เผ็ดด้วย มีเห็ด เนื้อ ผัก เส้น ลูกชิ้น อะไรอีกหลายๆ อย่าง ผมคีบใส่ชามไปอย่างละนิด ละหน่อยเพื่ออยากรู้รสชาด ก็สรุปได้ว่า รสออกเข้มข้นหน่อย เหมือนราเมงญี่ปุ่นเลย ถ้าเป็นบ้านเราก็คงเป็นก๋วยเตี๋ยวใส่ผงชูรสเยอะๆ หน่อยให้มันนัวๆ

ก๋วยเตี๋ยวสิงคโปร์ เลือกผักและเนื้อสัตว์ให้เขาต้มให้สดๆ

จากนั้นเราก็เดินย่อยไปในซอย China Town มีของพวก Gift Shop แทบทุกร้านเลย ตกราวอันละ 1-3$ ก็ถือว่าไม่แพง แต่เราไม่ซื้อ กะว่าถ้าไม่มีอะไรจริงๆ ค่อยมาซื้อ เพราะเราอยู่อีกหลายวัน วันก่อนกลับค่อยมาซื้อก็ได้ ถ้าเงินไม่หมดเสียก่อนนะ 555+

ร้านกิ๊ฟช็อปแถว China Town เป็นร้านของของฝากที่ราคาถูก

22 เมษายน 2560

วันนี้ adventure สุดๆ เลย เริ่มจาก เราไปหาซื้อตั๋วเที่ยวที่ร้าน sea wheel บนชั้น 3 ของตึก People’s Park Centre กว่าจะหาตึกนี้ได้ทำเอางงงวยอยู่เหมือนกัน ภรรยาค้นหาข้อมูลการซื้อตั๋วจากอินเตอร์เน็ต และเดินตามแผนที่ไป

ร้าน sea wheel ที่คนไทยรีวิวกันเยอะว่าราคาทัวร์ของเล่นทั่วญี่ปุ่นถูกๆ ไม่ผิดหวังหรอก

ที่ตึก People’s Park นี้เหมือนห้างสรรพสินค้าบ้านเรานี่เอง ตอนเช้าผมอยากเข้าห้องน้ำเป็นทุกข์หนัก เดินหาห้องน้ำ พบว่าห้องน้ำสกปรกมากๆ แต่ไหนๆ ได้เข้าแล้วก็เลยทนเอา ไปเอาทิชชูกับภรรยามาเช็ดเพราะในห้องน้ำไม่มีทิชชู และพบว่าอีกห้อง มีคนมาวางระเบิดอันเบอเริ้มไว้ด้วย

ร้าน sea wheel นี้ค่อนข้างคนเยอะ เพราะถูกรีวิวไว้ว่าถูกที่สุด ทำให้คนหลั่งไหลกันมาใช้บริการไม่ขาดสาย ผิดกับร้านอื่นที่ผมสังเกตเห็นว่าไม่ค่อยมีคนใช้เลย ทั้งๆ อยู่ชั้น 2 หรือ ชั้น 1

หลังจากได้ตั๋วแล้ว เราก็มุดลงดินเดินทางด้วย MRT ไปยังจุดหมาย ซึ่งถ้าอ่านป้ายและสายรถไฟฟ้าดีๆ ก็ไม่ยากครับ เพราะเขามีป้ายบอกหมด บางคนอาจกลัวว่าจะไปยังไง ผิดสายไหม ขึ้นลงอย่างไร ออกรูไหน ต่อให้มีมากแค่ไหน หรือวางทางสับสนแค่ไหน เขาก็มีแผนที่ มีทิศทางให้เราอยู่แล้วครับ แค่เราสังเกตเพิ่มเติมนิดหน่อยก็ไปถูกแล้ว อันนี้ต้องยกเครดิตให้ภรรยาผมครับเพราะแกชำนาญมาก เรื่องรถไฟฟ้าเนี่ย

เราออกเดินทางจากที่พัก สถานี China Town ไปยัง HarburFront เมื่อออกจากสถานีแล้ว ก็ไปยัง HarburFront Center เป็นท่าเรือ และมีตึกสูง เขียนว่า Cable Car เป็นอันแรกที่เราเล่น เมือขึ้นไปยังตึกแล้วก็นั่ง Cable Car ชมเมืองและแม่น้ำข้ามไปเกาะ Sentosa ซึ่งมีของให้เล่นอีกมากมายเลย

cable car ที่เรากำลังจะขึ้น ข้ามไปยังเกาะ sentosa เพื่อไปเล่นของเล่นอื่นๆ ที่นั่น
ภาพบน cable car จะมองเห็น water park ที่เราจะซื้อตั๋วจะไปเล่นกันที่นั่นแหละ

ลงจาก Cable car แล้ว เราก็เล่น Luge ครับ สนุกมาก ขับรถลงเนินลาด แล้วขี่กระเช้ากลับขึ้นไป ซึ่งเป็นระบบมาก เมื่อเล่น Luge เสร็จ เราก็หาทางไป water park อันนี้แหละครับ หายากมาก เพราะถามเจ้าหน้าที่ไปเรื่อยๆ เราก็หลงไปเรื่อยๆ เพราะเกาะนี่มันใหญ่มาก ตอนแรกเราพยายามหาทางไปเองโดยอ่านป้าย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จครับ คนแรกคนทำความสะอาดแกก็ชี้บอกทาง คนสองเป็นเจ้าหน้าที่เลย บอก Turn left Turn Right Go Straight Go down อะไรประมาณนี้ เราก็พยักหน้าปั๊ปๆ ทำเป็นรู้เรื่อง แต่จริงๆแล้วฟังได้แค่บางคำ 555+ ขำตัวเองจริงๆ สุดท้ายเราเดินไปเรื่อยๆ ซึ่งมันไกลมากเลย มารู้ทีหลังว่าเดินอ้อม จริงๆ แล้วเขามีรถไฟฟ้าบริการสำหรับเปลี่ยนสถานีในนั้นอยู่ 3 สถานี ซึ่งสามารถขึ้นไปยังสถานีต่างๆ ได้ แต่ก็ไม่เป็นไรครับได้เดินมาแล้วถือว่าประสบการณ์ ได้ชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ ก็ดีเหมือนกัน

เซฟฟี่ไว้ก่อนเล่น Luge ฐานนี้สนุกมาก แต่เขาไม่ให้ถ่ายรูปเพราะมันผาดโผนเกินไป

หลังจากที่เราไปถึง Water Park แล้วเราก็เห็น Locker ซึ่งมันทันสมััยมากเลย ตอนแรกที่เราคิดคือเอาของใส่ Locker แล้ว กุญแจเราจะเอาไว้ไหนว่ะ? ต้องติดตัวไปด้วยตลอดเลยหรอ ซึ่งผิดคาดครับ เพราะมันทันสมัยกว่านั้น เป็นตู้ซึ่งตั้งรหัสเองด้วย วันเดือนปีเกิดและสีที่ชอบ จากนั้นก็เปิดและปิดเองโดยอัตโนมัติ ทำครั้งแรกมันไม่ยอมเปิด แต่ที่จะเสียใจคือมันกินเงินไปแล้ว 10$ ก็ประมาณ 250 บาท นี่แค่ค่าเช่า Locker นะ 555+ ตกใจเลย เพราะมันไม่เปิดจะเอาของใส่อะไร ขณะนั้นมีฝรั่งคนหนึ่งแกมาเปิดตู้ กดรหัสวันเดือนปี ก็เปิดได้ แกเลยสอนว่าให้เปิดยังไงๆ พบว่ามันต้อง Reopen หมายถึงเปิดซ้ำ เราจึงเปิดได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เราก็เอ๋อเหมือนกันนะ บางทีก็มีโง่เหมือนกัน ก็ทำให้รู้ว่า อ๋อ มันมีอย่างนี้ด้วยเหรอ ควบคุมตู้ล็อกด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ไม่เหมือนบ้านเราที่มีกุญแจทุกๆ ตู้เลยยยย

ตู้ล็อกเกอร์แบบทันสมัยมาก ต้องตั้งรหัสผ่านด้วยตนเอง เปิดปิดไม่จำกัด แต่ค่าเช่าวันละ 250 บาท

เราเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ก็ลงเล่นน้ำ คนเยอะมากๆ โดยเฉพาะเด็กๆ นี่เยอะเป็นพิเศษนะ เป็นลำคลองน้ำใสสะอาดเหมือนสระว่ายน้ำเลย แต่เป็นคลองสายยาวไปเรื่อยๆ มีห่วงยางให้แล้วเราก็ลอยไปเรื่อยๆ ตามสายน้ำ จนกระทั่งถึงจุดๆหนึ่งที่มีเครื่องเล่นมากมายเลย ผมไม่เคยเล่นสักอย่าง 555+ เพราะไม่เคยไปสวนน้ำเลย เช่นที่ประตูน้ำขอนแก่นก็มีนะ แต่ไม่เคยไปเล่น ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่บอกเลยที่นี่สนุกมาก มีหลายแบบให้เล่นที่สนุกเห็นจะเป็นนั่งห่วงลอดไปตามท่อน้ำมีหลายสถานีมาก เราต้องถือห่วงเดินขึ้นไปรอ ณ จุดปล่อยที่สูงๆ แล้วปล่อยลงมาเป็นคู่กัน ผมกับภรรยาก็สนุกมากครับ เล่นเกือบทุกอันเหมือนเด็กเลย

ในสวนน้ำนี้มีอะไรให้เล่นเยอะมาก แต่เราไม่ได้เอากล้องเข้าไปเพราะกลัวเปียกอะ

เขาจำลองน้ำให้เหมือนอยู่ริมทะเล แล้วมีคลื่นซัดแรงให้เราเล่น อันนี้ก็สนุกดีนะ มีสไลด์แบบต่างๆ ซึ่งเขาจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ทุกจุด ซึ่งความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง เช่นความสูงของเด็กไม่ถึงเขาก็ไม่ให้เล่นบางอย่างนะ

ก่อนกลับ เราก็เล่นเขาวงกตมีน้ำเป็นถังหล่นลงมา ข้างบนเป็นด่านเดินไปเหมือนผจญภัยค่ายลูกเสืออะไรประมาณนี้ อันนี้ก็สนุกดี

เวลาประมาณ 6 โมง เราออกมาอาบน้ำ ขณะนั้น Water Park กำลังจะปิด ทำให้คนออกมากันเยอะมาก ห้องน้ำไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น เราควรออกมาก่อนปิดสักระยะจะพอดีเอาแบบว่าคนไม่ต้องมาก จากนั้นมารอรถไฟฟ้า ซึ่งอันนี้คนก็เยอะอีกเหมือนกันต้องต่อแถวกันยาวเหยียดเลย เราไปลงสถานีชายหาด เดินเล่นชายหาดกัน สักระยะแล้วค่อยกลับไปนั่ง cable car อีกสถานีหนึ่ง จากนั้นค่อยกลับไป cable car สถานีสุดท้ายกลับไปยังตึกเดิมที่เราข้ามเกาะมา แล้วซื้อขนมปังร้าน BreadTalk กลับมา เราอยากไปดูตึกที่มีลำเรืออยู่ด้านบน ที่เรียกว่า Marina Bay Sand เราก็เลยขึ้นรถไฟสาย Circle พอขึ้นไปสักพัก ก็เลยดูแผนที่มันไกลมาก กว่าจะถึง เพราะมันสุดสายรถไฟ้ฟ้าเลย ก็เลยตัดสินใจย้อนกลับมาที่เดิม แล้วไปสาย DownTown line อีกเส้นหนึ่งไปลงยัง สถานี BayFront พบว่าเราอยู่ใต้ตึก Marina Bay Front พอดีเลย ใต้ตึกจะมี Casio ด้วย แต่ยังไม่กล้าเข้าครับ รอโอกาสหน้าดีกว่า ในตึกนี้ยังมีแบรนด์เนมต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะ charles and keith ผมนึกว่าเขาให้ฟรี ที่ไหนได้ คนไทยชอบรีวิวว่ายี่ห้อนี้ที่นี่ถูกกว่าบ้านเราเยอะมาก ทำให้คนมาแวะช๊อปที่นี่เยอะมาก

เรามานั่งพักที่ลานด้านนอก มีคนนั่งพักเยอะมาก มีมายากลเปิดหมวกด้วย ในที่มืดๆ มีแสงจากหลอดไฟในพื้นมองส่องลอดขึ้นมาเป็นระยะ บรรยากาศคนจับกลุ่มคุยกัน เป็นบรรยากาศเหมือนไปดูหนังกลางแปลงสมัยก่อนเลย เหมาะกับการพักผ่อนยามเย็นริมแม่น้ำจริงๆ ภรรยาผมบอกว่าปกติจะมีการแสดงแสงสีบนแม่น้ำ แต่วันนี้ไม่มีรอจน 4 ทุ่ม ก็ไม่มี ทราบทีหลังว่าเขาเลิกแสดงตั้งแต่เดือนเมษายน มาแล้ว

เรากลับมาที่พัก China town เกือบ 6 ทุ่ม หิวก็เลยจัด Mc Donald ที่นี่ก็ทันสมัยอีก สั่งในตู้ก็ได้ แล้วเอาบิลไปให้พนักงานแล้วเขาก็เก็บตังค์ ปกติไม่ค่อยได้กินเท่าไหร่ แต่ว่าวันนี้จำเป็นเพราะไม่มีอะไรกินแล้ว 7-11 ที่นี่มีก็เป็นเหมือนร้านเล็กๆ ตามตรอกซอกซอยเท่านั้น ไม่ได้มีพื้นที่มากเหมือนบ้านเราเลย ทำให้ของก็มีน้อยๆ และที่สำคัญแพงด้วย การผจญภัยวันนี้ก็จบลงเท่านี้ ล้ามาทั้งวันเลย เล่นน้ำเยอะไปหน่อย

23 เมษายน 2560

วันนี้เราออกเดินทางไปดูสวนนก ตื่นสายได้ ประมาณ 9 โมง ชมสวนนกที่ Julong ไปโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน แล้วไปต่อรถประจำทางสาย 194 ครับ เริ่มจากการหาทางไปครับ เราแวะไปกินข้าวมันไก่ตามรีวิวที่ Maxwell เป็นตลาดที่ขายอาหารพวกจานเดียวทั่วๆไป แต่มีร้านหนึ่ง ชื่อ Tian tian ขายข้าวมันไก่ที่ขายดีมากๆ คนต่อคิวกันยาวเหยียด สุดท้ายเราได้ไก่มีครึ่งตัว 12$ ข้าวอีก 2 จาน รสชาดหรอครับ จะว่าอร่อยก็อร่อยนะ แต่สำหรับผมแล้วก็คงเป็นกลางๆครับ ไก่นิ่มแต่เหมือนไม่สุกเท่าไหร่ มันเป็นเปียกๆ ยังไงไม่รู้ ที่สำคัญน้ำจิ้มแพ้บ้านเรามากๆ น้ำจิ้มข้าวมันไก่ไม่อร่อยเลย อาจเป็นรสชาติของคนสิงคโปร์ชอบก็เป็นได้

ข้าวมันไก่ที่สิงคโปร์ ชื่อว่า Chicken Rice อร่อยๆ แต่เปียกไปหน่อยจนเหมือนไม่สุกอะ

จากนั้นเราเดินลัดเลาะไป ตอนแรกกะว่าจะไปรถบัส แต่สุดท้ายตัดสินใจไปรถไฟฟ้าอีกเหมือนเคย แต่อยู่ไกลมากๆ ครับ ออกนอกเมืองไปไกลเลย ผมเห็นเมืองเขาแล้วน่าอิจฉามาก สะอาด มีต้นไม้เยอะมาก แต่งเป็นสวนสาธารณะทั่วเมืองเลย มีคนนั่งปิ๊กนิกกันใต้ร่มไม้และแทบจะไม่มีขยะเลย ต้นไม้จะเขียวชะอุ่ม พวกไม้ยืนต้นต่างๆ ดูสวยงามไปหมดเลยครับ และมีตึกขึ้นเต็มท่ามกลางป่าไม้ ไม่รู้ทำได้อย่างไร คือ อารมณ์แบบว่า ลงจากตึก ก็เจอต้นไม้เลย อะไรงี้ ดีมากๆ

ผมมองข้างทางชมเมืองไปเรื่อยๆ เห็นแล้วก็น่าอิจฉาคนสิงคโปร์นะ เขาคงรับผิดชอบขยะของตัวเองเอามากๆ ถึงได้ดูสะอาดได้ขนาดนี้

ไปจนถึงสถานี Julong เราต่อรถบัส สาย 194 ระบบสาธารณูปโภคขนส่งที่นี่ถือว่าสุดยอด เพราะใช้บัตรเดียวขึ้นได้ทั้ง MRT บนดิน ใต้ดิน รถบัสทั่วเมืองใช้บัตรเดียวกัน เชื่อมโยงเข้าหากันหมดเลย เวลาขึ้นรถบัสต้องเป็นระเบียบ ขึ้นประตูหน้า ต้องลงประตูกลางเท่านั้น อันนี้ผมก็เพิ่งเคยเห็นนะ 555+ แบบว่ายังไม่เคยไปเที่ยวที่ไหนด้วยตนเอง เลยเพิ่งสังเกตอะไรหลายๆ อย่างด้วยตนเองก็คราวนี้ จริงๆ มีรายละเอียดเยอะ แต่ผมเอามาเล่าเท่าที่ผมจำได้

นั่งรถบัสไปถึง Julong Bird Park แล้วเราก็เดินชมสวน มันสวยมาก ถ้าพูดกับคนชอบป่าเหมือนผมคือแบบว่ามันเหมือนฝันเลย คล้ายในหนังเรื่อง Jurassic park หรือ พวก Avatar เหมือนเราอยู่ในป่าจริงๆ แล้วมีพวกนกนานาพรรณ ให้เดินชมมากมาย จนจำไม่ได้ว่ามีนกอะไรบ้าง แบบว่ามันเยอะไปหมดเลย ให้จดชื่อนกไว้คงไม่ไหว จำได้ว่าไปเดินชมแค่หนึ่งในสามที่เหลือคือนั่ง Tram รถลากชมเอา เพราะไม่ไหว ปวดเท้ามาก ประทับใจการแสดงโชว์ตามจุดต่างๆ การแสดงการให้อาหารนก การแสดงการบินโชว์ของนกแสนรู้ การร้องเพลงของนก ไม่รู้ว่าเขาฝึกได้ไง มันสุดยอดมาก การแสดงจะมีเพียงวันละ 2 รอบ ซึ่งเราก็ทันรอบเย็นพอดี น่าตื่นตาตื่นใจ และคนชมเยอะมาก เขาใช้ภาษาอังกฤษอธิบายทั้งหมดนะ แต่เราฟังไม่รู้เรื่อง 555+ ทักษะยังน้อย ต้องฝึกอีกเยอะเลยเรา

ดูการแสดงของนกนานาพรรรณ

ออกจากดูแสดงนก ยังไม่ค่ำเท่าไร เราก็เลยเดินชมนกฮูก และ นกแพนกวิน เป็นสถานีสุดท้าย ก่อนจะกลับ ด้วยรถบัส สาย 194 แล้วไปต่อที่สถานี julong เราแวะ  7-11 เพื่อซื้อมาม่าคัพ เอามากินกับไก่ที่ห่อเหลือตอนเช้า แบบว่าเสียดายเลยห่อมากินด้วย กะมาม่าร้อนๆ ก็อร่อยดีเหมือนกัน แล้วก็ซื้อน้ำหวาน 1$ เป็นน้ำส้มที่ไม่อร่อยเลย จืดชืดสิ้นดี ไม่เหมือนบ้านเราเลย คิดถึงน้ำส้มบ้านเราจัง

กลับมาถึงสถานี China Town เรามาซื้อตั๋วนั่งเรือที่ร้าน see wheel ร้านเดิม เพื่อไปวันพรุ่งนี้ จากนั้นตัดสินใจนั่งรถบัสเล่นๆ ไปเรื่อยๆ จนไปถึงตลาดแห่งหนึ่งชือว่า Bugis มีของเหมือนสำเพ็งบ้านเรา ของจุกจิก และเสื้อผ้าเยอะมากๆ แต่เราไม่ได้อะไรเลย ทริปนี้ไม่เน้นช็อปครับ เน้นเที่ยวหาประสบการณ์มากกว่า

ขากลับเราเห็นแผนที่รสบัส ที่ป้ายรถของประเทศเขา มันดูง่ายมากๆ ทั้งที่ซับซ้อนสุดๆ แบบมีทั่วเมืองเป็นสายๆ ไม่รู้กี่สาย แต่แผนที่ที่ทำออกมา มันดูง่ายๆเลย ไม่เชื่อไปดูเลยนะครับ ถ้าเราอยากไปที่แห่งไหน มันจะมีบอกหมดเลยว่าไปสายอะไรได้บ้าง แต่ละสายจอดที่ไหนบ้าง โอ้ยแผนที่ทำออกมาได้ดีจริงๆ

แฟงกำลังศึกษาเส้นทางรถบัส

กลับมาถึง China Town เราลงก่อนถึง 1 ป้ายกะจะเดินห้างเล่นสักหน่อย เพราะเจอร้านขมมปังอร่อยชื่อ BreadTalk อีกแล้วครับ ก็เลยเดินเล่นสักหน่อย ได้กาแฟ 3 in 1 มาห่อหนึ่ง มี 15 ซอง แปลกมาก เดินหาซื้อห่อเล็กกว่านี้ไม่มีเลย ตาม 7-11 ก็ไม่มีกาแฟ 3 in 1 เลยนะ ไม่รู้ทำไม หามา 3 วันแล้ว วันนี้ได้กาแฟกระป๋องจาก 7-11 จืดมาก นึกว่ากินน้ำล้างจาน

จากนั้นมากินอาหาร ที่ China Town อันนี้ไม่อร่อยเลย ไม่รู้ว่ากินอะไร แต่ชี้เอาที่รูป เห็นมีเส้นและเนื้อและผัก นึกว่าจะอร่อย แต่มันมาก เส้นก็ไม่อร่อย เนื้อเป็นเนื้อวัว ฉุนมากๆเลย แต่ราคาตั้ง 5$ เสียดายเงินมากเลย ตะเกียบคีบกินนิดหน่อยพอหายอยากก็กลับเข้าที่พักเลย วันนี้ประทับใจการดูนก แต่ไม่ประทับใจอาหารเลยครับ …

24 เมษายน 2560

วันนี้เราออกเดินทางไปมาเลเซีย เมืองยะโฮบรารู ตามคำแนะนำในหนังสือไกด์นำเที่ยว โดยนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินและไปต่อรถบัส กว่าจะถึงก็ใช้เวลานานพอสมควร เราต้องผ่าน ตม.ของสิงคโปร์เพื่อออกนอกประเทศก่อน และเข้า ตม. มาเลเซีย ตม.ทั้งสองต่างกัน ของสิงคโปร์จะถามละเอียด แสกนนิ้วมือและ passport  และถ่ายรูปด้วย ส่วน ตม.มาเลเซีย แค่แสกนหนังสือ passport ก็เสร็จ แบบว่าเร็วมาก และง่ายมากๆ 555+ เมื่อไปถึงยะโฮบรารูแล้ว เรารู้สึกหิว ก็เลยลองชิมอาหารที่นั่น เป็นข้าวผัด และแกงอะไรซักกะอย่าง ขอบอกว่าไม่อร่อยทั้งสองอย่าง เจ็บใจนัก คือว่า เราลองเลือกดูด้วยตา ไม่มีริวิวมาก่อนพอกินแล้วมันไม่ถูกปากเลยอะ แต่กลั้นใจกิน บอกกับภรรยาว่า คราวหน้าเราควรดูรีวิวก่อนจะเลือกซื้ออาหารนะ

แกงผักอะไรซักอย่าง ที่ไม่อร่อย ข้าวก็แข็งอ่ะ
ข้าวผัดก็ไม่อร่อยเลย ข้าวแข็งและรสชาดจืดชืดมาก

จากนั้นเราตัดสินใจเดินทางไปยัง Outlet ของเมืองยะโฮบรารูกัน ไม่รู้จะไปอย่างไรเราก็เลยเดินทางด้วยรถ Taxi ที่นี่เพราะเห็นเกลื่อนเมืองเลย คันแรกไม่ยอมไปส่งเรา คันที่สองยอมไป แต่ปรากฏว่าเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ได้แต่บอกว่า Outlet แต่เขาไปถูก หมดไป 45 ริงกิต คิดเป็นไทยก็คูณไป 7 คิดเป็น ประมาณ 315 บาท ก็นั่งนานเลยละ รู้ที่หลังว่ามีรถประจำทางไป-กลับที่นี่ เสียแค่ 4 ริงกิตต่อคน 555+ อยากหัว พลาดอีกแล้วเรา

เราเดินจนทั่ว Outlet ผมได้กางเกงมาตัวหนึ่งยี่ห้ออะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าคนซื้อเยอะๆ ก็เลยซื้อตามเขาเพราะเห็นว่าถูกดี เป็นสินค้าคุณภาพ ราคา 59 ริงกิต คิดเป็นเงินไทยก็ 413 บาท มันถูกที่ไหนว่ะ ส่วนภรรยาก็ได้มา 2 ตัว

เราได้ขนมซอกโกแลตจากร้านที่นี่ซื้อมาประมาณ 100 กว่าริงกิต มาชิมดูที่หลังพบว่าหวานมากๆ เลย แต่เอามาแช่ตู้เย็นกินทีละเม็ดพอโอเค ไม่หวานมาก สรุปทัวร์มาเลเซียเราข้ามแดนไปเล่นๆ ไปดูบ้านเมืองเขา ซึ่งผิดกับสิงคโปร์มากนัก อันนี้ยังไม่เคยไปกัวลาลัมเปอร์นะ เราตัดสินใจเดินทางกลับเพราะกว่าจะมาถึงคงจะค่ำกันพอดีเพราะต้องผ่าน ตม. ตั้ง 2 แห่งอีก เดินทางกลับมาถึงค่ำๆ กว่าจะถึง China Town ก็แทบแย่เหมือนกันวันนี้เหนื่อยเหลือเกิน

ตอนเย็นเราศึกษาจากรีวิวว่ามีร้านข้าวอบแถว China town อยู่ร้านหนึ่งอร่อยมาก เราก็เลยเริ่มค้นหา จากการสอบถามคน และเดินไปตามทิศทางในหนังสือบอก แถวๆ นั้นมันมีร้านอาหารเยอะมาก มาอยู่ตั้งหลายวันไม่เคยเข้าไปเลย ถ้าไม่เสาะแสวงหาข้าวอบคงไม่ได้มาเจอร้านอาหารเยอะขนาดนี้ อันนี้เรียกว่าผลพลอยได้จากการไปหาของอร่อยอะนะ

เราไปพบกับร้านข้าวอบที่ว่าเป็นร้านสุดซอยบนชั้น 2 มีตาแก่ๆคนหนึ่งกำลังจะเก็บของ เราเข้าไปถามว่ายังขายอยู่ไหม แกบอกว่าต้องใช้เวลา 25 นาทีในการอบข้าวแต่ละหมอ เราบอกว่ารอได้ จากนั้นก็นั่งรอกินข้าวอบ รสชาดก็อร่อยๆจริงๆ เสียอย่างเดียวมันมีปลาเค็มอยู่ในนั้นทำให้กินบางคำแล้วเค็มปี๋เลย โดยรวมร้านนี้ผ่าน หมดไป 12 ดอลล่าร์ รวมน้ำซุปด้วย อร่อยมากๆ

ข้าวอบที่อร่อยมาก และหายากมาก กว่าจะได้กินต้องรอนานอีก

25 เมษายน 2560 

ผมเคยได้ยินชื่อเสียงของ IKEA ชื่อยี่ห้อเฟอร์นิเจอร์มานานแล้ว แต่ไม่เคยไปเจอ ที่ไทยอยู่ที่บางนา แต่ผมไม่เคยไป วันนี้ได้โอกาสเลยไปดูสักหน่อยกับห้างขายเฟอร์นิเจอร์ที่เขาร่ำลือกันนักหนา ไปแล้วไม่เสียใจจริง เกินความความหวัง เขามีจัดเฟอร์นิเจอร์โชว์เป็นห้องๆ เยอะมาก ล้วนแต่ออกแบบให้กลมกลืนกับพื้นที่ใช้สอย วัสดุแต่ละชิ้นสามารถถอดประกอบได้เป็นส่วนใหญ่ สมคำร่ำลือ ส่วนราคานั้นก็ไม่ได้เหนือเมฆสักเท่าไหร่ เป็นราคาที่จับต้องได้ แต่อยู่ไกลขนาดนี้เขาคงไม่มาส่งผมที่ไทยแน่ๆ เอาเป็นว่า ดูเป็นไอเดียตกแต่งบ้าน ตกแต่งห้องไปก่อนแล้วกัน

ห้องที่ตกแต่งโดยใช้วัสดุอุปกรณ์จาก IKEA
ห้องที่ตกแต่งโดยใช้วัสดุอุปกรณ์จาก IKEA
ห้องที่ตกแต่งโดยใช้วัสดุอุปกรณ์จาก IKEA

กลับจาก IKEA เกือบเที่ยง ฝนตกปรอยๆ เรานั่งรถประจำทางกลับทางเดิม ไปห้างใหญ่ใจกลางเมืองของเหล่าชาวอินตะระเดีย คือ ย่าน Mustafa เข้าไปแล้วก็พบกับสินค้าอภิมหาหลากหลายกันเลย ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบกันเลยทีเดียว มีเยอะมาก โดยเฉพาะพวกน้ำหอมเห็นคนไทยไปเหมากันมาเยอะมาก แต่สำหรับผมคงซื้อไม่เป็นหรอกพวกนี้ ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ เจอขนมปัง และน้ำราคาถูก รีบซื้อไว้เลย แต่รสชาดไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ครับ น้ำถูกจริงแต่คุณภาพแย่มาก 555+  ของมันเยอะจริงๆ แต่เลือกไม่ถูกครับ เอาเป็นว่าไปหาดูกันเอาเอง เพราะเขาบอกว่าที่นี่ขายของถูกที่สุด พวกเสื้อผ้า เครื่องสำอาง หรือน้ำหอม

ห้างใหญ่ Mustafa

บริเวณแถวนี้เป็นชาวอินเดียต้นตำรับอาศัยอยู่เยอะมากๆ เราเดินเล่นไปเรื่อยๆ จนไปเจอร้านอาหารอินเดียข้างทาง มีแต่คนอินเดียไปกิน แบบใช้มือเปิบ จับข้าวเข้าปากแบบเลอะเทอะ อันนี้ต้องขอบอกว่าเป็นความเชื่อของเขาว่า ข้าวต้องผ่านมือ ห้ามผ่านช้อน อะไรประมาณนี้เท่าที่จำได้ ก็เลยไปเห็นกับตา แหมเอาซะไม่กล้ากินร้านอาหารแถวนั้นเลย กลัวเขาไม่ให้ช้อน

เราเดินทางกลับมาพักที่ห้อง วันนี้เดินเยอะไปหน่อยเลยงีบหลับไปประมาณ 2 ชั่วโมง จนตกเย็นเราไปล่องเรือชมเมือง โดยซื้อบัตรจากร้าน sea wheel เขาจะนำเราล่องไปตามน้ำดูตึกรามบ้านช่องริมน้ำ สวยงามมาก

บรรยากาศล่องเรือชมเมือง

27 เมษายน 2560

วันนี้เราเดินทางกลับมากรุงเทพ เวลาเครื่องบินออกคือ 5 โมงเย็น เราก็เลยได้ไปเดินชอปปิ้งที่ถนน orchard ที่รำลือกันว่าห้างเยอะมากๆ ไปก็เจอแต่ห้างกับห้างครับ ทั้งห้างใต้ดิน บนดิน ห้างอยู่ติดกันตามมุมตึกต่างๆ เยอะมากๆ จนงงไปหมดว่าจะเดินห้างไหน ส่วนของในห้างก็ไม่ต่างจากบ้านเรามากนัก ส่วนราคาไม่ได้ดูครับ ต้องมีข้อมูลจริงๆว่าร้านไหนถูก ร้านไหนควรซื้อค่อยเข้าไป อันนี้ไม่ได้ทำการบ้านมา เลยได้แต่เดินเล่นครับ

แฟงชอบร้านเครื่องสำอางของ Sephora มากๆ
ไปเดินห้างได้ข้าวโพดคั่วมากินครับ 555+ อร่อยนะแต่เค็มไปนิด
บริเวณที่มีห้างเยอะๆ ก็แซมไปด้วยสวนและป้าไม้เต็มไปหมดครับ

จากนั้นลากกระเป๋าคนละใบขึ้นรถไฟฟ้า เพื่อไปที่สนามบินใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงสนามบิน และรอขึ้นเครื่องกับเมืองไทยครับ

สำหรับทริปนี้เป็นทริปแรกที่เรียนรู้การเดินทางไปผจญภัยด้วยกันเองเพียงลำพัง เป็นการฝึกการวางแผนสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ เรื่องการเดินทาง เรื่องสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก อาหาร จิปาถะ

เราได้ฝึกลองผิดลองถูกกับการเดินทาง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหลายจุด ทำให้เรียนได้เรียนรู้หลายอย่าง โดยเฉพาะทักษะการสังเกตเพื่อเอาตัวรอดในสถานที่นั้นๆ เป็นเรื่องที่สนุกมาก บางทีมันก็มีพลาดบ้างอะไรบ้างก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ได้เรียนรู้มันครับ

ถ้ามีโอกาสจะมาอีกเพราะประทับใจหลายอย่าง โดยเฉพาะการคมนาคมที่สะดวกสบาย ต้นไม้ใบหญ้าที่ดูสะอาดตา บ้านเมืองที่ดูเป็นระเบียบ การจราจรที่ดูเป็นระบบระเบียบเป็นอย่างมาก เสียอย่างเดียว อาหารแพงไปหน่อย ก็เลยต้องประหยัดสุดๆ ไปเลย

งบประมาณค่าใช้จ่ายทั้งหมด ของทริปนี้ 2 คน กรุงเทพ 2 วัน สิงคโปร์ 5 วัน รวมทั้งสิ้นประมาณ 3 หมื่นบาทถ้วน

ค่าเดินทางด้วยเครื่องบินทั้งหมด 4 ครั้งคือ ไป-กลับ ขอนแก่น-กรุงเทพ และไป-กลับ กรุงเทพ-สิงคโปร์ จองแต่เนิ่นอย่างมาก เพราะอยากได้ถูกที่สุด ล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน จองที่พักด้วย Airbnb ล่วงหน้า 3 เดือน

ไปตามหนังสือนำเที่ยวเพียงเล่มเดียว

ประสบการณ์การเที่ยวของเราก็ขอจบลงเพียงเท่านี้ ถ้าได้ไปประเทศอื่นๆ อีกจะมาเขียนเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ คราวหน้ามีแน่ และคงไปไม่ลำบากเหมือนเดิมนะ 555+

บายๆ เจอกันทริปหน้า

ภาพที่ถ่ายจากการไปเที่ยวทั้งหมด

2 Comments

Leave a Reply