การค่ายครั้งนี้ ผมได้รับหน้าที่ไปแทนพี่ปอ เพื่อนที่ทำงานเนื่องจากติดธุระด่วน ผมจึงรับหน้าที่ไปแทน จึงอาจทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างต่อไปนี้

  1. ผมไม่รู้ภูมิหลังของค่ายนี้ ไม่รู้ว่าเด็กเป็นใครบ้าง มันจึงอาจทำให้ผมไม่ได้สนิทสนมกับเด็กๆ เท่าไหร่นัก
  2. ผมยังไม่รู้จักครูที่จะไปด้วยกันเลยแม้แต่คนเดียว เนื่องจากผมย้ายมาใหม่ ทำให้ต้องปรับตัวนิดหนึ่งให้เข้ากับคนและบริบทของที่นี่ให้ได้ก่อน

แต่จะด้วยปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ผมก็จะมองให้เป็นโอกาสหนึ่งที่จะได้ร่วมงานกับเพื่อนครูร่วมโรงเรียนเดียวกัน และได้พบปะกับนักเรียนหน้าใหม่ๆ บ้าง ซึ่งการไปค่ายครั้งนี้เป็นระยะเวลา 3 วันเลยทีเดียว และกินระยะเวลาสอนไปตั้งแต่วันพุธถึงวันศุกร์เลย จึงอาจเกิดปัญหาตามมาคือผมจะสอนหนังสือไม่ทันครูคนอื่นๆ

แต่ทุกอย่างเมื่อได้ตัดสินใจแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามเราก็ต้องมีวิธีการจัดการปัญหาเหล่านั้นให้ได้

สิ่งที่ไปค่ายครั้งนี้ ก่อนจะเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ ขอเล่าถึงบริบทเบื้องต้นของค่ายนี้ก่อน เป็นค่ายเปิดโลกทัศน์สำหรับนักเรียนโครงการห้องกิ๊ฟ สำหรับ ม.4 ซึ่งเมื่อนักเรียนพวกนี้ขึ้น ม.5 และ ม.6 ก็ต้องไปค่ายทุกๆ ปี

10 มกราคม 2562

ฐานที่ 1 Tanland เยี่ยมชมโรงงานทำชาเขียวชื่อ ichitan

ภายใน Tanland โรงงานผลิตชาเขียวของ อิชิตัน

ค่ายแรกนี้จะเป็นการพานักเรียนไปเปิดโลกทัศน์ของตัวเองว่า ข้างนอกเขามีอะไรให้เราได้ศึกษาบ้าง การไปดูโรงงานทำชาเขียวครั้งนี้ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเหมาะสมมากๆ ที่จะให้นักเรียนได้เปิดโลกทัศน์ในลักษณะนี้

นอกจากเปิดโลกทัศน์นักเรียน ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ของครู โดยเฉพาะผมเองที่อยากรู้มานานแล้วว่าในโรงงานเขาทำอะไรกันบ้าง แม้ว่าจะไม่ได้ไปจับ จูบ ลูบ คลำเครื่องจักรต่างๆ แต่ก็พอได้เห็นแนวคิด เห็นกลไกต่างๆ ในการผลิต ฟังบรรยายก็ได้รับประสบการณ์มากทีเดียว

สิ่งที่ประทับใจผมอีกอย่าง คือ การได้เห็นชีวิตคนๆ หนึ่งที่ดิ้นรนจากไม่มีอะไรเลย ด้วยความขยันและมีแนวคิดใหม่ๆ พยายามปรับปรุงต่อยอดจนกลายมาเป็นเจ้าของบริษัทผลิตชาเขียวอันดับต้นๆ ของประเทศ ในเบื้องลึกเบื้องหลังแล้วเขามีภรรยาที่ถือว่าเป็นคู่ทุกข์คู่ยากมาด้วยกันคือ คุณ อิง ที่เป็นเสมือนกำลังสำคัญของคุณตันที่ทำให้มีวันนี้ได้ ก่อนออกมาผมได้ซื้อหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ ชีวิตในทางตัน อิง ภาสกรนที ผมได้อ่านแล้วก็รู้เลยว่า สองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ธรรมดา

นอกจากจะเป็นคนที่ดิ้นรนต่อสู้ชีวิตจนประสบความสำเร็จแล้ว เขายังเป็นผู้ให้มาตลอด หลายโครงการเพื่อแบ่งปันน้ำใจสู่สังคมกลับคืนไป นอกจากจะสร้างโรงงานที่เน้นการดูแลสภาพแวดล้อม หรือใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุดแล้ว เขายังเป็นคนใจบุญอีกด้วย น่านับถือและเอาเป็นแบบอย่างมากๆ สำหรับนักธุรกิจที่เราเคยเข้าใจว่า ทุกสิ่งเขาจะมองเฉพาะยอดขาย กำไร หรือผลประโยชน์ของส่วนตัว แต่นักธุรกิจคนนี้ ทำให้ผมรู้ว่า การรู้จักให้ ก่อนได้รับ มันมีความหมายเช่นนี้เอง

ผมจะไม่ขอพูดถึงรสชาติขาเขียวแล้วกัน เพราะนานแล้วที่ไม่ได้กิน ตั้งแต่ยุกก่อนๆ เคยกินบ่อยเวลาไปอ่านหนังสือจะพกชาเขียวตลอด แต่หลังๆ ไม่ค่อยได้ชิมแล้ว ก็เพิ่งมารู้เหมือนกันว่าคนไทยก็กินชาเขียวเยอะเหมือนกันนะ

เยี่ยมชม เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนใหญ่และสำคัญของไทย

พวกเราถ่ายรูปหมู่ก่อนเข้าฟังบรรยายที่เขื่อนศรีนครินทร์

ออกจาก Tanland แล้วเราก็มุ่งหน้ามาที่เขื่อนศรีนครรินทร์ เขื่อนที่ถือว่าจุน้ำได้มากที่สุดของประเทศไทย ฟังบรรยายจากวิทยากร ก่อนที่จะไปชมสันเขื่อนจริงๆ จากการได้ฟังวิทยากรก็ทำให้ทราบว่า ไฟฟ้าในประเทศเราผลิตเองเพียงแค่ 5% เท่านั้นเอง นอกนั้นเราก็ซื้อมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะลาวส่งไฟ้ฟ้ามาขายให้เราจำนวนมาก และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำนั้นเป็นวิธีการที่ปล่อยน้ำจากท่อเพื่อไปปั่นให้เป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วส่งไปให้คนใช้ตามบ้านเรือน และจะผลิตตามความต้องการเท่านั้น หมายถึงว่า ช่วงไหนต้องการไฟฟ้าเท่าไหร่ก็ปล่อยน้ำผลิตออกไปทันที เช่น ช่วงเมษา คนใช้ไฟฟ้าเยอะ ก็ต้องปล่อยให้เครื่องทำงานหนักหน่อย จะไม่มีการกักเก็บพลังงานเอาไว้ก่อนค่อยปล่อยไป อันนี้ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกัน

การสร้างเขื่อนขึ้นมา 1 เขื่อนนั้น ต้องคิดเยอะมาก พื้นที่ต้นน้ำ ท้ายน้ำ ต้องได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง เขาต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดก็ใช้เวลาหลายปีในการสร้าง แต่เมื่อสร้างเสร็จ การชลประทานก็ดีทำให้ชีวิตชาวไร่ ชาวนาดีขึ้น เพราะหากไม่มีเขื่อนก็อาจประสบปัญหาภัยแล้งเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา ดังนั้นการที่เรามีองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของน้ำและการแก้ปัญหาน้ำเหล่านี้ ถือว่าคนไทยโชคดีมาก นอกจากน้ำแล้วท่านยังทรงอนุรักษ์พันธุกรรมพืช จนเป็นเป็นหน่วยราชานุรักษ์ ขึ้นมาเพื่อทำการฟื้นฟูต้นไม้และพันธุ์พืชต่างๆ เพราะเราต่างก็รู้ดีว่า ต้นไม้นั้นเหลือน้อยลงทุกปีจากอดีตพื้นที่ป่า คิดเป็น 60% ของประเทศ แต่ปัจจุบัน เหลือไม่ถึง 30% แล้ว จากนี้ก็คงจะลดลงไปอีกเรื่อยๆ หากเราไม่ช่วยกัน คนรุ่นหลังจะมีป่าเหลือให้อยู่กันมั้ย อันนี้ก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน

ในเขื่อนแห่งนี้เราได้วิทยากรที่บรรยาย และพาชมคนละคนกัน บรรยายเป็นคนที่ทำงานอยู่กับเขื่อนมากว่า 30 ปี มีประสบการณ์มากมาย และอีกคนเป็นหนุ่มไฟแรงหน้าตาดีจนนักเรียนบางคนแอบหลงรักและตั้งชื่อภาพเข้าประกวดชื่อว่า คุณความรัก กันเลยทีเดียว ผมก็เห็นด้วยว่าเขาเป็นคนที่หน้าตาดีคล้ายกัน ณเดชน์ และเป็นคนพูดเก่งสมกับเป็นวิทยากรจริงๆ

พวกเรากินเข้ากล่องกันจากที่นี่บนรถบัสเลย เพราะจะได้เซฟเวลาเพื่อไปต่อสถานีถัดไป

ชมบ่อพลอย และวิธีการทำพลอย

พอเราเดินทางไปถึงเขาก็ต้อนรับอย่างดีเลย จากชุมชนตำบลเล็กๆ ชื่อว่า ตำบลบ่อพลอย เขาฉายวิดีทัศน์ตำบลบ่อพลอยเพื่อเล่าประวัติที่มา ที่ไป และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในตำบลนั้น ดูเขาตื่นเต้นมากที่ได้ต้อนรับคณะพวกเรา เพราะเขาบอกว่าเป็นครั้งแรกที่มีนักเรียนมาดูงานที่นี่ เขามีเสริฟโอวัลตินและกาแฟให้เราก่อนด้วย จากนั้นผู้แทนของตำบลก็กล่าวคำต้อนรับ และเล่าประวัติและทีมาของตำบลบ่อพลอย รวมทั้ง พลอยชนิดต่างๆ ที่เกิดจากลาวาภูเขาไฟประทุขึ้นตามรอยเลื่อนของเปลือกโลกเมื่อนานมาแล้ว พอเย็นตัวลงก็มีลักษณะเป็นหินต่างๆ เอามาผ่านความร้อนจะได้สีที่แตกต่างกันออกไป แล้วทำการเจียรไนขัดให้เกิดเหลี่ยมเพื่อให้มีการสะท้อนมุมแสงให้เกิดความเงาขึ้น เป็นเครื่องประดับที่ถือว่าสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างยิ่ง

หลังจากฟังบรรยายเสร็จแล้ว เราก็เดินชมบริเวณที่ชาวบ้านเจียระไนพลอย ให้เป็นรูปต่างๆ บ้างก็ซื้อกลับไปเพื่อเป็นของฝาก ผมได้ไข่เค็มจากที่นี่แหละครับ เป็นไข่เค็มที่พอกด้วยดินจากภูเขาไฟ แม่บ้านบอกว่า อร่อยมากกก ก.ไก่ล้านตัว ผมก็เลยซื้อมา 2 ถุง ครูท่านอื่นๆ ได้เครื่องประดับบ้าง เป็นแหวนและสร้อยคอกันคนละเส้นสองเส้น และได้พระพุทธรูปหลวงปู่ทวดทำจากนิลด้วย ผมได้นิลบดละเอียดเป็นหินสีดำเล็กๆ มาถุงนึง เขาบอกว่าเอาไว้เสียบกระถางธูป แต่ผมมีเป้าหมายว่าจะเอามาใส่ไว้ในกระถางดอกไม้เล็กๆ ของผม

กระถางต้นไม้เล็กๆ พร้อมหินจากบ่อพลอย

จากนั้นเราเดินทางไปยังสะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่เป็นสะพานที่มีทางรถไฟข้ามไปยังพม่า เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ไทยอีกแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยญี่ปุ่นเกณฑ์พลทหารของฝ่ายสัมพันธมิตร เป็นพวกฝรั่งต่างชาติ เช่น อเมริกา อังกฤษ พร้อมด้วยไพร่พลจากไทย พม่า เป็นจำนวนมากหลายหมื่นคน มาสร้างสะพานเหล็กแห่งนี้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน แต่ในช่วงนั้นการทำสะพานทำด้วยความลำบากยากแค้น ทหารล้มตายด้วยโรคต่างๆ เป็นจำนวนมาก และมีหลุมฝังศพของทหารเหล่านั้นที่เราไปชมด้วย

ผมถ่ายรูปกับสะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่
สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก กาญจนบุรี

เราทานข้าวเย็นกันที่นี่ เป็นตลาดเปิดท้าย หรือโต้รุ่งเล็กๆ คณะครูรวมกลุ่มกันทานส้มตำ และเด็กๆ ก็หาซื้อกันตามอัธยาศัย เมื่อเดินทางเข้าที่พักเป็นโรงแรมยูโรเทล กิจกรรมวันนี้ไม่มีอะไรมาก กิจกรรมกลางคืนวันนี้ เราโหวตภาพถ่ายที่ไปมา พี่อ้วนใช้โปรแกรม menti.com ในการโหวตคะแนนเสียง โดยให้นักเรียนส่งภาพถ่ายขึ้นไลน์ แล้วตั้งชื่อภาพสั้นๆ จากนั้นก็ให้นักเรียนเข้าโหวต คะแนนเสียงจะถูกฉายขึ้นหน้าจอแบบเรียลไทม์ทันที สร้างความตื่นเต้นให้นักเรียนไม่น้อยเลย ส่วนภาพที่ถูกโหวตก็มีแต่สวยๆ ทั้งนั้นเลย ยกตัวอย่างสักภาพแล้วกันครับ

ภาพชนะการโหวตจาก สถานที่บ่อพลอย

หลังจากนั้นเรามีกิจกรรมละลายพฤติกรรมนิดหน่อย เป็นเกมวิวัฒนาการ และผึ้งแตกรัง จากนั้นก็แยกย้ายกันเข้านอน ผมนอนคนเดียว เพราะครูผู้ชายมา 3 คน อีกห้องนอนกัน 2 คน เป็นพี่รัชชา และกับพี่อ้วน

11 มกราคม 2562

วันนี้เราเดินทางไปที่ถ้ำพญาเสือ ที่ อ.ท่าม่วง สถานที่นี้เป็นวัดที่สร้างบนภูเขา ดังนั้นเราต้องเดินขึ้นบันไดนับร้อยขั้นที่มีความชันสูงพอสมควร ใครเข่าไม่ดี ก็แนะนำให้ขึ้นรถรางกันดีกว่าครับ

ก่อนขึ้นวัดถ้ำพญาเสือ

หลังจากที่ขึ้นไปแล้ว เราจะเห็นหลวงพ่อชินประทานพร เป็นพระพุทธรูปปรางประทานพรองค์ใหญ่มากๆ ประดับด้วยโมเสก ระยิบระยับสวยงามมาก และยังมีโบสถ์ รอยพระพุทธบาท และพระบรมสารีริกธาตุให้เรากราบไหว้บูชาอีกด้วย พอหายเหนื่อยเราก็เดินชมทัศนียภาพรอบๆ เห็นวิวทิวทัศน์โดยรอบ เสียดายเป็นหน้าเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ถ้าเป็นหน้าทำนาจะเห็นทิวท้องทุ่งสวยงานเลย ผมได้ภาพถ่ายติดนกมาด้วยละ

หลวงพ่อชิน ประทานพร
บรรยากาศรอบๆ เป็นท้องทุ่งนา

หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่ง คือ เมือง มัลลิกา รศ.124 เป็นเมืองจำลองขึ้นมีกำแพงใหญ่โดยรอบ มีการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าของคนสมัยนั้น เขามีให้เช่าชุดด้วย ผมก็เลยเช่าในราคา 150.- พร้อมกับครูและนักเรียนอีกหลายคน พอเข้าไปในเมืองแล้วก็มีธนาคาร คือ แบงค์สยามกัมมาจล เพื่อแลกเงินเราเป็นเหรียญใช้สำหรับจับจ่ายซื้อของในนั้น ผมถ่ายรูปเหรียญมาไว้ดูด้วยละ

เหรียญสำหรับซื้อของในเมืองมัลลิกา

ภายในเมืองนั้นก็มีส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรือนไทยแบบต่าง มีตลาดท่าน้ำ มีตึกรามบ้านช่องสำหรับขายของต่างๆ คนในเมืองเป็นชาวบ้านก็จะใส่เป็นผ้าถุงการแต่งกายคล้ายกับละครเรื่องบุพเพสันนิวาสเลยละ รศ.124 เป็นช่วงที่ ร.5 กำลังจะเลิกทาส นั่นเอง การได้มาเยือนในครั้งนี้ก็ถือว่ามาซึมซับเอาประวัติศาสตร์ไทยสมัยช่วงหนึ่งที่เคยรุ่งเรือง การอาศัยอยู่ของชาวบ้าน ได้เห็นเรือน และตึกแบบเก่าๆ ก็เป็นบรรยากาศดีไปอีกแบบ เสียอย่างเดียวแดดออกจะร้อนไปหน่อยๆ แต่ละคนต้องพกร่มกันเลยทีเดียว ขาออกจากเมืองมา เนื่องจากผมเลือกชุดแบบคนธรรมดา ไม่ได้เลือกชุดแบบท่านเจ้าคุณ ผมก็เลยถือโอกาสเป็นคนถือลากสามล้อให้ครูๆ ถือว่าสนุกไปอีกแบบครับ

ผมเป็นคนลากสามล้อ ให้กับท่านเจ้าคุณอ้วนครับ ^_^
ผม พี่อ้วน พี่นิ่ม และพี่อ้อย ถ่ายกันที่เรือนไทย เมืองมัลลิกา
เด็กๆ กับครูก็แต่งชุดไทย สวยๆ กันทั้งนั้นครับ

หลังจากนั้นเราก็เดินทางกลับโรงแรมครับ เพื่อให้เด็กๆ เตรียมพรีเซ้นผลงาน เราใช้ห้องประชุมใหญ่ในการจัดงานในคืนนี้ เด็กๆ ช่วยกันเขียนโปสเตอร์สรุปความรู้จากสถานที่ต่างๆ โดยได้จากการจับสลากเลือกสถานที่กัน จากนั้นก็เขียนเป็นแผนผัง ภาพเพื่อประกอบการบรรยาย บ้างก็แสดงบทบาทสมมติ เป็นความสามารถของเด็กๆ ห้องกิ๊ฟจากที่นี่เลยครับ เขาสามารถจับประเด็นสำคัญต่างๆ มากมาย เห็นต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเขาก็สามารถจะ google ข้อมูลมาเพิ่มและเล่าเรื่องราวต่างๆ ออกมาได้อย่างน่าสนใจ กิจกรรมวันนี้ก็ยังมีโหวตสถานที่ต่างๆ เพิ่มเติมจากเมื่อวาน และการประเมินโครงการจากพี่อ้วนใช้ menti เพื่อให้ได้ภาพรวมจากโครงการเพื่อนำไปสู่การแก้ไขและปรับปรุงในค่ายๆ ต่อๆ ไป สรุปจบพี่หมก หัวหน้าค่ายได้มากล่าวปิดค่าย ขอบคุณวิทยากร คณะครูและเด็กๆ ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

เราเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น แวะกราบพระที่วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัด นครปฐม เป็นเจดีย์องค์ใหญ่ทรงระฆังคว่ำ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 มาแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 นอกจากนี้ยังมีพระร่วงโรจนฤทธิ์ พระศักดิ์สิทธิ์ให้เราได้กราบไหว้ขอพรอีกด้วย โดยรอบจะมีภาพวาดจากจิตรกรสวยงาน เหลืองอร่ามเพระประดับด้วยทองคำแท้ เขาไม่อนุญาตุให้ถ่ายรูปออกมาให้ชม ผมได้แต่ตกตะลึงกับความงามของภาพเหล่านั้น ว่าสวยงามจริงๆ ครับ สักครั้งในชีวิตต้องไปชมอีกให้ได้

เราเดินทางไปยังตลาดดอนหวาย เพื่อซื้อของฝาก ผมได้หลายอย่างเลย มี ปลาทูแม่กลอง ขนมเปี๊ยะ กาละแม ส้มโอ น้ำพริกตาแดง หน่อไม้ต้มใบหญ้านาง เพื่อนำมาเป็นของฝาก และเอาไว้กินเองบ้าง เมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบว่า ของที่ซื้อมาก็อร่อยสมคำล่ำลือจริงๆ ครับ เช่น ปลาทูจะไม่เค็มเหมือนปลาทูบ้านเรา เนื้อจะแน่นอร่อยจริง ผมทอดไปกินกับเพื่อนร่วมงานหลายคนก็บอกว่าเป็นปลาทูอร่อย หากได้มีโอกาสไปอีกจะซื้อมาสัก 2 เข่งเลย

เราเดินทางกลับมาถึงโรงเรียนประมาณ 2 ทุ่มเศษๆ อย่างปลอดภัย ขอบคุณพี่ปอที่ให้โอกาสผมได้ไปเปิดประสบการณ์ค่ายครั้งแรกของแก่นนคร ขอบคุณคณะเดินทางที่ดูแลเป็นอย่างดี ขอบคุณเด็กๆ ที่ให้ความช่วยเหลือหลายอย่าง ขอบคุณโซเฟอร์ที่ขับรถนิ่มมากๆ หวังว่าค่ายหน้าเราจะได้เจอกันอีกนะเด็กๆ ^_^

Share

Leave a Reply